Menu
No products in the cart.

ข้อบังคับของสมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย

ฉบับแก้ไขวันที่ 24 ตุลาคม 2560 และประกาศใช้วันที่ 23 มกราคม 2561

หมวดที่ 1 ความทั่วไป

ข้อ 1. สมาคมนื้มีชื่อว่า สมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่ง ประเทศไทย ย่อว่า ส.ท.จ. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า

Thai Association of Orthodontists ย่อว่า Tha.A.O.

ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคมฯมีลักษณะเป็นรูปหัวใจที่มีเครื่องหมาย ลูกศรอยู่ตรงกลาง ภายในกรอบวงกลมที่มีชื่อ สมาคมทั้งไทยและอังกฤษอยู่ ล้อมรอบ

ข้อ 3. สำนักงานของสมาคมตั้งอยู่ ณ ภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ถนนโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ

4.1 ส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการ การศึกษาและการวิจัยในสาขาวิชาทันตกรรมจัดฟัน

4.2 ส่งเสริมความสามัคคีของสมาชิก และเกียรติภูมิแห่งวิชาชีพ

4.3 เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับทันตกรรมจัดฟันให้กับประชาชน

4.4 ช่วยเหลือสังคมอันเป็นสาธารณประโยชน์

4.5 บำรุงกิจกรรมนันทนาการแก่สมาชิก

4.6 สนับสนุน ร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

หมวดที่ 2 สมาชิก

ข้อ 5. สมาชิกของสมาคมมี 5 ประเภท คือ 5.1 สมาชิกสามัญ 5.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์ 5.3 สมาชิกสมทบ

5.4 สมาชิกนักศึกษา

5.5 สมาชิกนานาชาติ

ข้อ 6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังต่อไปนี้

6.1 สมาชิกสามัญ

สมาชิกสามัญจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

6.1.1 เป็นทันตแพทย์ที่ถือสัญชาติไทยและได้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม ไม่อยู่ในระหว่างถูกพักหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม

6.1.2 สำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอบรมทางวิชาทันตกรรมจัดฟันในหลักสูตรและสถาบันที่ทันตแพทย-สภารับรอง หรือ หลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง โดยผ่านการประเมินคุณภาพระดับสถาบัน และ เป็นหลักสูตรเต็มเวลาไม่ตํ่ากว่า 2 ปี จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันในประเทศ และ ด้วยความเห็นชอบจากสมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย

6.1.3 สำเร็จการศึกษาหรือการฝึกอบรมทางวิชาทันตกรรมจัดฟันจากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันต่าง ประเทศ โดยเป็นหลักสูตรเต็มเวลาไม่ตํ่ากว่า 2 ปี และหลักสูตรเป็นที่รับรองโดยสมาคมทันตแพทย์จัดฟันของประเทศที่สถานศึกษานั้นๆตั้งอยู่ และ ด้วยความเห็นชอบจากสมาคมทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย

6.1.4 ทันตแพทย์ที่ได้รับอนุมัติบัตร หรือ วุฒิบัตรสาขาทันตกรรมจัดฟันจากทันตแพทยสภาแห่งประเทศไทย

6.2 สมาชิกกิตติมศักดิ์

คือ บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีอุปการคุณต่อวงการทันตกรรมจัดฟันซึ่งคณะกรรมการของสมาคมฯ ลงมติเชิญให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสมาคมฯ

6.3 สมาชิกสมทบ

คือ ทันตแพทย์ที่มีความสนใจในวิชาทันตกรรมจัดฟัน และ มีสมาชิกสามัญรับรองไม่น้อยกว่า 2 คน และ คณะกรรมการมีมติเห็นสมควรรับเข้าเป็นสมาชิกได้

6.4 สมาชิกนักศึกษา

จะต้องเป็นนักศึกษาหลังปริญญาสาขาทันตกรรมจัดฟันในหลักสูตรและสถาบันที่ทันตแพทยสภารับรอง หรือ หลักสูตรที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษารับรอง โดยผ่านการประเมินคุณภาพระดับสถาบัน และ เป็นหลักสูตรเต็มเวลาไม่ตํ่ากว่า 2 ปี จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันในประเทศ โดยมีหัวหน้าภาควิชาหรือประธานหลักสูตรของสถานศึกษานั้นๆลงนามรับรอง และ คณะกรรมการของสมาคมฯ มีมติเห็นสมควรรับเข้าเป็นสมาชิกได้

ในกรณีเมื่อสำเร็จการศึกษาในหลักสูตรทันตกรรมจัดฟันแล้ว เมื่อหมดปีการศึกษานั้นจะพ้นสถานะการ เป็นสมาชิกนักศึกษา และ มีสิทธิในการสมัครเป็นสมาชิกสามัญได้ทันที

6.5 สมาชิกนานาชาติ

คือ ทันตแพทย์จัดฟันต่างชาติที่สนใจสมัครเป็นสมาชิกสมาคมฯ โดยบุคคลนั้นจะต้องเป็นสมาชิกของ สมาคมหรือชมรมทันตแพทย์จัดฟัน/ทันตกรรมจัดฟันของประเทศสมาชิกของ Asian Pacific Orthodontic Society (APOS) หรือ World Federation of Orthodontists (WFO)

ข้อ 7. การสมัครเข้าเป็นสมาชิก

7.1 มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในข้อ 6

7.2 ให้ยื่นใบสมัครต่อนายทะเบียนของสมาคมฯโดยมีสมาชิกสามัญรับรอง 2 คน

7.3สมาชิกภาพจะสมบูรณ์เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานอนุมัติรับและได้ชำระค่าบำรุงแล้ว

ข้อ 8. ค่าลงทะเบียนเป็นสมาชิกและค่าบำรุง

8.1 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนแรกเข้าและค่าบำรุงประจำปี

8.2 สมาชิกสามัญ ผู้สมัครจะต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกตลอดชีพเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท

8.3 สมาชิกสมทบ ผู้สมัครจะต้องชำระ ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 1,000 บาท ค่าบำรุงประจำปี ปีละ 500 บาท

ในกรณีสมาชิกสมทบค้างชำระค่าบำรุงประจำปี การต่ออายุจะต้องเสียค่าบำรุงย้อนหลังและหากค้างค่าบำรุงเกิน 2 ปี จะต้องเสียค่าลงทะเบียนแรกเข้าใหม่

8.4 สมาชิกนักศึกษา ผู้สมัครจะต้องชำระ

ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 500 บาท ค่าบำรุงประจำปี ปีละ 500 บาท

8.5 สมาชิกนานาชาติ สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้คราวละ 2 ปี โดยจะต้องชำระ

ค่าลงทะเบียนแรกเข้า 50 ดอลลาร์สหรัฐ

ค่าบำรุงประจำปี 2 ปี (1 รอบ) เป็นเงิน 50 ดอลลาร์สหรัฐ

ในกรณีสมาชิกค้างชำระค่าบำรุงประจำปีไม่เกิน 2 รอบ (4ปี) การต่ออายุจะต้องเสียค่าบำรุงประจำปี ย้อนหลัง และหากค้างค่าบำรุงเกิน 2 รอบ (4 ปี) จะต้องเสียค่าลงทะเบียนแรกเข้าใหม่

ข้อ 9. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกมีดังนี้

9.1 สมาชิกมีสิทธิและได้รับประโยชน์ภายในขอบเขตของวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ

9.2 สมาชิกมีหน้าที่ให้ร่วมมือและปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของสมาคมฯ

9.3 สมาชิกมีสิทธิรับทราบข่าวสารหรือเอกสารทางวิชาการที่จัดทำขึ้นโดยคณะกรรมการสมาคมฯ

ตราบที่ยังดำรงสมาชิกภาพของสมาคมฯอยู่

9.4 สมาชิกมีสิทธิไต่ถามคณะกรรมการดำเนินงาน เพื่อตรวจเอกสารบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมฯได้

9.5 สมาชิกผู้ใดย้ายที่อยู่ ที่ทำงาน เปลี่ยนชื่อ นามสกุล ยศ อภิไธย ต้องแจ้งให้นายทะเบียนทราบเป็น

ลายลักษณ์อักษร

9.6 สมาชิกสามัญมีสิทธิเข้าประชุมใหญ่ประจำปี สมาชิกสามัญมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนคนละ

1 คะแนน

9.7 สมาชิกสามัญมีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 อของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่

คณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้

ข้อ 10. การขาดสมาชิกภาพ

10.1 ตาย

10.2 ลาออก

10.3 สมาชิกสมทบ หรือ สมาชิกนานาชาติที่ขาดส่งค่าบำรุงประจำปีติดต่อกันเกินกําหนดตามข้อ 8.3

และ 8.5

10.4 กระทำตนเป็นที่เสื่อมเสียชื่อเสียงหรือนำความเสียหายมาสู่สมาคมฯและวิชาชีพ และ

คณะกรรมการมีมติให้ออก

10.5 เมื่อนักศึกษาหลังปริญญาสำเร็จการศึกษาหรือพ้นสภาพการเป็นนักศึกษาจะถือว่าเป็นการสิ้นสภาพ

ของสมาชิกนักศึกษาโดยปริยาย

หมวดที่ 3 การดำเนินกิจกรรมสมาคม

ข้อ 11. คณะกรรมการประกอบด้วย

1. นายก

2. อุปนายก

3. นายกสำรอง

4. เลขาธิการ

5. เหรัญญิก

6. นายทะเบียน

7. ประธานวิชาการ

8. ประชาสัมพันธ์และเผยแพร่

9. สาราณียกร

10. กรรมการกลาง 6 ตำแหน่ง

ทั้งหมดรวมเป็น 15 คน

ข้อ 12 ที่มาของกรรมการ

12.1 นายกสมาคม มาจากนายกสำรองของคณะกรรมการสมาคมในวาระที่ผ่านมา

12.2 นายกสำรองและอุปนายกได้จากการเลือกตั้งในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีในปีสุดท้ายของวาระกรรมการชุดที่กำลังดำรงตำแหน่งขณะที่มีการประชุมใหญ่สามัญฯ

12.3 นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้งกรรมการ นอกเหนือจากนายกสำรองและอุปนายก หากตำแหน่งกรรมการดังกล่าวต้องว่างลงก่อนหมดวาระ ให้แต่งตั้งสมาชิกสามัญคนหนึ่งคนใดเข้าดำรงตำแหน่งที่ว่างลงนั้น

12.4 คณะกรรมการดำรงตำแหน่งวาระละ 2 ปี แต่ให้มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่จนกว่าการแต่งตั้งกรรมการ ชุดใหม่จะเสร็จสมบูรณ์

12.5 ในกรณีที่นายกสมาคมไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่จนครบวาระได้ ให้อุปนายกสมาคมทำหน้าที่ต่อจน หมดวาระ

12.6 นายกสมาคมสามารถแต่งตั้งที่ปรึกษาได้ตามที่เห็นสมควร กรณีที่มีจำนวนที่ปรึกษาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ให้คณะที่ปรึกษาเลือก 1 คน เพื่อดำรงตำแหน่ง “ประธานที่ปรึกษา”

ข้อ 13.อำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการ

13.1 บริหารกิจการของสมาคมฯ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสมาคมฯ

13.2 ออกระเบียบ แก้ไข เพิ่มเติม หรือยกเลิกระเบียบของสมาคมฯ ได้

13.3 จัดการทรัพย์สินและดูแลผลประโยชน์ของสมาคมฯ

13.4 จัดการประชุมใหญ่สามัญปีละ 1 ครั้ง

13.5 จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อมีเหตุอันควร หรือ ตามที่สมาชิกสามัญจำนวน 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องขอ ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ

13.6 จัดการประชุมวิชาการ ตามความเหมาะสม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

13.7 จัดทำบันทึกการประชุมต่างๆของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

 

หมวดที่ 4 การประชุม

ข้อ 14. การประชุมคณะกรรมการ

14.1 การประชุมคณะกรรมการดำเนินงานให้มีอย่างน้อยปีละ 4 ครั้ง

14.2 นายกสมาคมหรือกรรมการตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป จะเรียกประชุมคณะกรรมการได้เมื่อเห็นสมควร

14.3 การประชุมของคณะกรรมการแต่ละครั้งจะต้องมีกรรมการอยู่ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งจึงจะเป็น

องค์ประชุม

14.4 การลงมติ ให้ถือเสียงส่วนใหญ่ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้นายกสมาคมเป็นเสียงชี้ขาด

ข้อ 15. การประชุมใหญ่สามัญประจำปี

15.1 สมาคมจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี ปีละ 1 ครั้ง และจำนวนสมาชิกสามัญ

จะต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 จึงจะเป็นองค์ประชุมได้

15.2 การลงมติ ให้ถือเสียงส่วนใหญ่ ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้นายกสมาคมฯเป็นเสียงชี้ขาด

15.3 การประชุมสามัญประจำปี ต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้

– แถลงผลการดำเนินงานสมาคมฯในรอบปีที่ผ่านมา

– แถลงบัญชีรายรับ รายจ่าย และงบดุลของสมาคมฯ

– เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี

– เลือกตั้งนายกสำรองและอุปนายกเมื่อครบกําหนดวาระ

15.4 สมาคมฯสามารถจัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญได้เมื่อมีเหตุอันควร หรือ เมื่อสมาชิกสามัญ

เข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอ โดยจำนวนสมาชิกสามัญ

จะต้องไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 จึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ 16. การประชุมวิชาการจะจัดให้มีอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง

หมวดที่ 5 การเงินและทรัพย์สิน

ข้อ 17. สมาคมฯอาจมีรายได้เพื่อดำเนินการดังนี้

17.1 เงินค่าจดทะเบียนและเงินค่าบำรุงจากสมาชิก

17.2 เงินอุดหนุนและเงินบริจาคที่สมาคมฯได้รับ

17.3 เงินรายได้อื่นๆ

ข้อ 18. เหรัญญิกมีหน้าที่ดูแลรักษาเงินของสมาคมฯให้มีสมุดบัญชีและหลักฐานแห่งการรับ-จ่ายและเก็บรักษาเงินไว้ ให้เหรัญญิกรายงานฐานะการเงินของสมาคมฯต่อคณะกรรมการทุกครั้งที่ได้มีการประชุมของคณะกรรมการ

ข้อ 19. การจ่ายเงินของสมาคมฯ ให้เป็นไปตามระเบียบและวิธีการที่คณะกรรมการได้กําหนดขึ้นโดยได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่

ข้อ 20. เงินรายได้ของสมาคมฯ ให้นำฝากธนาคารไว้ในนามของสมาคมฯ การถอนเงินจากธนาคารให้นายกสมาคมหรืออุปนายกสมาคมและเหรัญญิกเป็นผู้ลงนามถอนร่วมกันทุกครั้ง

ข้อ 21. นายกสมาคมฯมีอำนาจสั่งจ่ายเงินครั้งละไม่เกิน 10,000 บาท โดยไม่ต้องขออนุมัติจากคณะกรรมการสมาคมฯ

ข้อ 22. เหรัญญิกมีอำนาจในการเก็บเงินไว้เพื่อการใช้สอยเบ็ดเตล็ดของสมาคมฯ ได้ไม่เกินคราวละ 10,000 บาท

ข้อ 23. ให้เหรัญญิกรายงานฐานะการเงินของสมาคมฯ ต่อที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี

ข้อ 24. เหรัญญิก จะต้องทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และบัญชีงบดุลให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับหรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือของนายกสมาคม หรือผู้ทำการแทนร่วมกับเหรัญญิก หรือผู้ทำการแทนพร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง

ข้อ 25. ผู้สอบบัญชีจะต้องมิใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมและจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับอนุญาต

ข้อ 26. ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและสามารถจะเชิญกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถามเกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้

หมวดที่ 6 การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม

ข้อ 27. การแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสมาคมฯ อาจจะกระทำได้โดย

27.1 คณะกรรมการเป็นผู้เสนอ หรือ

27.2 สมาชิกสามัญจำนวนไม่น้อยกว่า 10 คน เข้าชื่อกันเสนอ

ข้อ 28 . เมื่อมีการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนข้อบังคับของสมาคมฯให้เลขาธิการจัดพิมพ์ข้อความที่เสนอขอแก้ไข เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงข้อบังคับของสมาคมฯ นั้นไว้ และแจ้งให้สมาชิกสมาคมฯทราบก่อนมีการประชุมใหญ่อย่างน้อย 15 วัน

ข้อ 29. เมื่อมีการประชุมใหญ่ให้คณะกรรมการนำข้อเสนอขอแก้ไข เพิ่มเติมหรือเปลี่ยน แปลงข้อบังคับของสมาคมฯ นั้นเสนอต่อที่ประชุมใหญ่และต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่ด้วยคะแนนเสียงไม่ตํ่ากว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่มาประชุม

ข้อ 30. เมื่อที่ประชุมใหญ่ลงมติให้เลิกล้มสมาคมฯ จะต้องมีคะแนนเสียงให้เลิก 4/5 ของสมาชิกที่มีสิทธิออกเสียงและมาประชุมโดยวิธีลงคะแนนลับ

ข้อ 31. ในการประชุมใหญ่ดังกล่าว ให้แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ด้วยว่าจะมีการพิจารณาเรื่องการเลิกสมาคมฯ

ข้อ 32. ให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติเลือกตั้งผู้ชำระบัญชี การชำระบัญชี ให้เป็นไปตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาเลิกสมาคมฯ และชำระบัญชี

ข้อ 33. เมื่อชำระบัญชีเสร็จหากยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใดให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิทันตแพทย์จัดฟันแห่งประเทศไทย